บล็อกท่องเที่ยวเชียงใหม่

เชียงใหม่ เมืองที่น่าอยู่ที่สุด ในประเทศไทย

ผมเพิ่งกลับจากทริป วงกลมแห่งธรรมชาติอันงดงาม (ที่ตั้งชื่อขึ้นเอง) อันที่จริงวงกลมที่ว่านี้ก็คือเส้นทางเพื่อการพักผ่อนและชมธรรมชาติ โดยมีจุดเริ่มต้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ออกไปวนรอบเมือง ซึ่งจะพักค้างคืนหรือไม่ก็ตามแล้วก็กลับมาที่ตัวเมืองเชียงใหม่

วงกว้างที่สุดที่วาดไว้ก็เริ่มจากเมืองเชียงใหม่ ไปทางหางดง สันป่าตอง จอมทอง ฮอด แม่สะเรียง ขุนยวม แม่ฮ่องสอน แล้วกลับอีกเส้นทางโดยออกจากแม่ฮ่องสอน ผ่านปางมะผ้า ห้วยน้ำดัง ปาย โป่งเดือดป่าแป๋ แม่แตง และก็สิ้นสุดที่เชียงใหม่ เส้นทางที่ว่านี้ ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง สามารถพักค้างคืนได้หลายๆคืนในแต่ละทริป ผมตั้งใจไว้ว่าจะเขียนแนะนำพร้อมรูปภาพธรรมชาติอันสวยงาม ในบล็อกนี้อย่างต่อเนื่อง โปรดติดตาม

ซึ่งหลายๆ ที่ถ้าผมเอ่ยถึงหลายคนก็ต้องร้องเรียกหาคนชื่อ อ๋อ ไปตามๆกัน เช่นที่ขุนยวม ดอยแม่อูคอ ที่มีทุ่งดอกบัวตองอันลือลั่น และก็จะแสดงความสวยงามทุกสัปดาห์ที่ 1 – 2 ของเดือนพฤศจิกายน ทุกปี (นี่ก็ใกล้แล้วครับ) หรือไม่ก็ ปางอุ๋ง หรือ ปาย ที่เมื่อปีก่อนแทบปริแตกเพราะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว

แต่ทริปนี้ที่หมายหลักที่ผมเลือกคือ แม่แจ่ม เมืองที่มีความสงบ โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ที่ ณ เวลานี้หาที่เปรียบได้ยาก และเมื่อหนาวที่ผ่านมา (ปี 2551) เกิดปรากฏการณ์ นักท่องเที่ยวเข้าไปแม่แจ่มมากกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา ผมคาดว่าปีนี้และปีต่อๆ ไปนักท่องเที่ยวจะต้องมากขึ้นอีกแน่นอน ปีนี้ผมจึงเลือกที่จะเข้าไปช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อจะเก็บภาพ แม่แจ่มที่ยังเขียวด้วยนาข้าวและเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน

ผมเลือกเส้นสายเชียงใหม่ จอมทอง ทางหลวงหมายเลข 108 (ขอยืมแผนที่ของ google มาประกอบ) ผ่าน อำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง และก่อนถึงอำเภอจอมทองเล็กน้อย ก็เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1009 มุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดอยอินทนนท์ (ด้วยระดับความสูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล) จากทางแยก (108 ตัด1009) มาถึงด่านของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ด่านที่สองด้วยระยะทาง 30 กม. ก็จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าถนนหมายเลข 1192 ด้วยระยะทาง อีก 22 กม. เพื่อเข้าสู่ตัวอำเภอแม่แจ่ม รวมระยะทาง 120 กม. จะใกล้กว่าอีกเส้นทางถึง 30 กม.

แม่แจ่มที่ฉันรู้จัก ตอนที่ 1 เราใช้เส้นทางผ่านจอมทอง ไป ฮอด ออบหลวง แล้วจึงเข้าแม่แจ่ม ด้วยระยะทาง 150 กม. (ดูแนะนำการเดินทางของเวบเราที่นี่ครับ http://chiangmaismile.com/attraction/thai/maechaem.html

แต่เราตัดสินใจเลยด่านนี้ขึ้นไป พระมหาธาตุ นภพลภูมิสิริ และ พระมหาธาตุ นภเมทนีดล กันก่อนเพื่อ…ทำงาน… ณ จุดที่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,200เมตร ในวันปลายฝนต้นหนาว (23 กันยายน 2552) อากาศช่างหนาวเย็นได้ใจจริงๆ ยืนอยู่นอกอาคารจะมีไอหมอกค่อยๆ ไหลผ่านหน้าเราไปอย่างเชื่องช้าและนำพาไอเย็นมาสัมผัสจนต้องเรียกหาเสื้อตัวหนาๆ มาใส่กันหนาว นี่เพิ่งจะปลายเดือนกันยายน อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ ช่วงเดือนธันวาคม คงได้เห็นแม่คะนิ้ง บนยอดดอยแห่งนี้อีกแน่นอน

สวนด้านหลังพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ

พระมหาธาตุนภเมทนีดล

ขับรถกลับลงมาได้ไม่ไกลนักก็เลี้ยวขวาเข้าถนนหมายเลข 1192 แล้วเราก็ได้ สัมผัสกับสภาพอันสมบูรณ์ของป่าแถบนี้ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอดสองข้างทาง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ขณะที่ขับรถผ่านฝนตกลงมาอย่างหนัก กล้องที่เตรียมไว้เก็บภาพจึงไม่ได้ทำงาน ถนนช่วงนี้เป็นถนนลาดยางรถเก๋งก็วิ่งได้ แต่ค่อนข้างแคบ รถวิ่งสวนกันได้แต่ต้องชะลอความเร็วขณะวิ่งสวนกัน บางจุดอาจจะต้องจอดเพื่อให้ คันใดคันหนึ่งผ่านไปก่อน และมีโค้งหักศอกที่แคบอยู่หลายจุด ท่านที่เดินทางผ่านทางนี้ควรจะขับรถโดยระมัดระวังครับ แต่ยืนยันว่าเดินทางได้สะดวก ขออย่าประมาทเป็นใช้ได้ครับ

กว่าฝนจะเบาลง ก็เข้ามาถึงเขตอำเภอแม่แจ่มแล้ว ผมจึงขับรถชมเมืองแม่แจ่มโดยรอบ และแวะลงไปทักทายพูดคุยกับชาวบ้านเป็นบางจุด ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและพูดคุยกับเราอย่างมีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา สังเกตเห็น รีสอร์ท ที่พักเกิดขึ้นใหม่หลายแห่ง ที่พักที่มีอยู่แล้วก็มีการปรับปรุงและก่อสร้างเพิ่มเติม เนื่องจากปีที่ผ่านมาที่พักไม่พอรองรับนักท่องเที่ยว

ถนนเข้าสู่ตัวแม่แจ่มก็ปรับปรุงราดยางใหม่หมดเพื่อเตรียมต้อนรับนักเดินทางช่วงหนาวนี้ครับ โดยรวมแล้วแม่แจ่มกำลังปรับปรุงหลายๆ อย่าง เพราะกระแสของนักท่องเที่ยวกำลังมุ่งสู่เมืองที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และผู้คนชาวเมืองแม่แจ่มที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน อัฒยาศัย และน้ำใจดี แห่งนี้

ผมแวะเข้าไปที่นี่ครับ บ้านม่อนไม้งาม เป็นที่พักที่ปลูกขึ้นในพื้นที่เดิมของนาขั้นบันได ซึ่งขณะนี่ไม่ได้ทำนาแล้วแต่ปลูกป่าสักเล็กๆขึ้นมาแทน ได้บรรยากาศของธรรมชาติมากครับ แต่ไม่ได้พักในบ้านครับ คืนนี้มีนักท่องเที่ยวเต็มแล้ว ผมชอบที่นี่มากจึงขอเจ้าของบ้านกางเต้นท์ครับ ได้อารมณ์มากเลย

รูปภายในที่พักที่ผมขอถ่ายภาพอีกวันหนึ่ง หลังจากที่นักท่องเที่ยวได้กลับกันไปหมดแล้ว เตียงนอนเป็นแบบกางมุ้ง ติดแอร์ไว้สำหรับคนขี้ร้อนแต่รับรองว่าไม่ได้ใช้หรอกครับ ธรรมดาเปิดหน้าต่างให้ลมผ่านเบาๆก็ชื่นใจแล้ว ถึงช่วงหนาวปิดหน้าต่างทุกบานแล้วยังต้องห่มผ้าหนาๆถึงจะเอาอยู่ ห้องน้ำมีทั้งแบบปิดและเปิดโล่ง จะได้อาบน้ำและชมจันทร์ไปพร้อมกัน หน้าบ้านมีเก้าไว้นั่งชิล ชิล

มุมนั่งชิล หน้าบ้านพัก

ที่พักหันหลังให้ดอยอินทนนท์ แต่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อันเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติออบหลวง ตื่นเช้าขึ้นมาผมจึงได้เห็นภาพนี้ครับ

สวยงามเกินบรรยายจริงๆ มีท้องนาสีเขียวสบายตาทอดยาวนำสายตาออกไป ฉากหลังเป็นแนวเขาสีเขียวทอดยาวสุดสายตา จุดเด่นอยู่ที่วัดเก่าแก่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นด้านหน้าแนวเขา มีรูปทรงศิลปะแบบล้านนาอันสวยงาม สะท้อนแสงแดดยามเช้า ส่องประกายสีทองแวววาว ประดับด้วยฝูงนกบินผ่านเป็นระยะๆ ปีกของนกสะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า พริบไหวอยู่ไกลๆ ฉันยืนยันว่ารูปที่ถ่ายมานี้ยังไม่สวยเท่าที่ได้เห็นมา….. ยืนยันว่าต้องมาดูด้วยตาตนเอง !!


หลังจากชื่นชมความงามธรรมชาติของเมืองแม่แจ่มไปบ้างแล้ว (ยังไม่จุใจ! ตั้งใจไว้แล้วว่า ต้องมาอีก และมาอีก..) สายของวันนั้น ผมก็แวะไปคุยกับหนุ่มเจ้าของร้าน เมืองแจ่มโปสการ์ด ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี วันนี้เขาได้ย้ายร้านใหม่มาอยู่สามแยกก่อนเข้าเมืองแม่แจ่ม เพื่อสะดวกกับการต้อนรับนักท่องเที่ยว หนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่ขายงานศิลปะจากภาพถ่าย เขายังเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวแม่แจ่มครับ

วันนี้ฉันกำลังกล่าวลาแม่แจ่ม เมืองแห่งความสวยงาม เมืองที่ฉันประทับใจมาก ฉันจะกลับมาหาเธออีก….

ออกจากแม่แจ่มฉันมุ่งหน้าผ่าน บ้านแม่นาจร บ้านแม่อูคอ อำเภอขุนยวม อันเป็นเส้นทางลัดที่แสนจะคดเคี้ยว สู่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน….

รีสอร์ทแนะนำ น่าพักมาก อยู่บนเขา เห็นวิวดอยอินทนนท์ มีสระว่ายน้ำ แห่งเดียวในแม่แจ่ม จองผ่านอินเตร์เน็ทคลิกตามลิ้งค์นี้ครับ

http://chiangmaismile.com/hotels/north_hotels/chiangmai/navasoung/navasoung-resort.html

แล้วล้อก็ได้ฤกษ์หมุนไปอำเภอแม่แจ่ม ตามที่ได้วางแผนเดินทางไว้ ด้วยการออกเดินทางสบายๆ ตอนสายๆ เพื่อจะได้แวะชมสถานที่น่าสนใจไปตามทางเพื่อให้ถึงแม่แจ่มก่อนมืด

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปแม่แจ่มได้ 2 ทาง (รายละเอียดแนะนำการเดินทาง) คือไปตามถนนจอมทอง ฮอด แล้วเลี้ยวเข้าแม่แจ่มก่อนถึงแม่สะเรียง เส้นทางนี้ยาว 150 กม. อีกทางก็ไปทางจอมทองเหมือนกัน แต่เลี้ยวขึ้นดอยอินทนนท์ ก่อนเข้าอำเภอจอมทอง ขึ้นไปซักพักถึงด่านที่ 2 จะมีทางแยกซ้ายมือ อีก 22 กม. ก็ถึงแม่แจ่ม ทางนี้ สั้นกว่าเส้นทางแรกราว 30 กม. แต่ตรง 22 กม. นี้จะเป็นทางชัน แคบ และคดเคี้ยวหน่อย แต่ก็ขับสนุกดีครับ สำคัญคือไม่ควรประมาทครับ ขับช้าๆ ชมวิวไปด้วยสวยมากครับ ระวังผู้ใช้เส้นทางที่สวนไปด้วยนะ

วันนี้ผมเลือกเส้นทางแรก เพื่อจะได้แวะไหว้พระครับ วัดแรกที่อยากแนะนำให้แวะนมัสการคือวัดพระธาตุดอยน้อย ตั้งอยู่ตำบลดอยหล่อ ระหว่างทางก่อนถึง อ.จอมทอง ให้สังเกตซ้ายมือจะมีป้ายวัดและเป็นถนนทางเข้าวัด 

               

วัดพระธาตุดอยน้อย สร้างขึ้นโดยพระนางจามเทวี ในปี พ.ศ. 1201 ขณะที่ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัย หรือ จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน (1350 ปี ที่ผ่านมา) โดยมีการสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและของมีค่า พร้อมกับสร้างโบสถ์และกรุพระ วัดแห่งนี้มีการบูรณะครั้งแรก โดยพระเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2097 หรือเมื่อ 454 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นก็มีการบูรณะครั้งต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2475 หรือ 76 ปี มานี้ จะเห็นว่าวัดนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ต่อทางล้านนาเป็นอย่างมาก(รายละเอียดของวัดพระธาตุดอยน้อย)

เจดีย์วัดพระธาตุดอยน้อย

มาต่อกันวัดที่ 2 ครับ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ มีตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงเสด็จมาบริเวณที่ตั้งวัดและได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่าที่นี่จะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุของพระองค์ในภายหน้า และต่อมาราวปี พ.ศ. 1995 หรือราว 556 ปี นางเม็งและนายสอย ได้พบพระบรมธาตุ จึงได้ก่อพระเจดีย์และสร้างเสนาสนะที่ดอยดินทองแห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า วัดจอมทอง ต่อมาพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์มังรายได้สร้างพระวิหารขึ้นมา

พระบรมธาตุส่วนที่ประดิษฐานที่วัดนี้เป็นส่วนพระเศียรเบื้องขวา บรรจุอยู่ในกู่ (เจดีย์) ไม่ได้ฝังไว้ใต้ดินเหมือนวัดอื่นๆ เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ เช่นวันออกพรรษา ทางวัดก็จะนำออกมาให้ประชาชนสักการะและจัดงานสมโภช 


วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร


ไม้ค้ำต้นโพธิ์ หรือไม้ค้ำศรี ในวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร หมายถึงการค้ำชูพระพุทธศาสนา

ออกจากวัดมาด้วยความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ล้านนาและอิ่มบุญ จึงขับรถออกจากจอมทองมุ่งหน้าอำเภอฮอด ผ่านหมู่บ้านและชมทิวทัศน์ตามทางมาถึง วงเวียนหอนาฬิกา หน้าที่ว่าการอำเภอฮอด ก็เลี้ยวขวาผ่านวงเวียนมุ่งหน้า อำเภอแม่สะเรียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางช่วงนี้จะเริ่มขึ้นเขาแล้วครับ ไม่โหดแต่ทิวทัศน์สวยงามตลอดทางเนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝน ต้นหนาว สองข้างทางต้นไม้ยังเขียว สดชื่นดี

ชมวิวบนเขามาซักพักก็จะเห็นแม่น้ำแม่แจ่มขนาบข้างทางไปอย่างสวยงาม จนถึง กม.ที่ 17 ก็เจอ นี่ครับ
 

อุทยานแห่งชาติออบหลวง  ต้องจอดเข้าไปชมซะหน่อย สวยงาม เย็นสดชื่นสมกับกับเป็นอุทยานแห่งชาติจริงๆ ที่นี่มีที่พักบริการนักท่องเที่ยวทั้งแบบบ้านพักและลานกางเต้นท์


 

เดินชมวิวสักพักก็ไปต่อดีกว่า เดี๋ยวถึงแม่แจ่มมืด  ออกจากออบหลวงมาราว 5 กม. ก็เจอแยกขวามือเข้าแม่แจ่ม เป็นทางเลาะลำน้ำแม่แจ่ม และ หนทางบนเขาที่คดเคี้ยว บางช่วงก็โค้งหักศอก ต้องระมัดระวังในการขับกันหน่อย ระหว่างนี้ก็จะผ่านหมู่บ้านชาวเขา ทำไร่ข้าวโพดและไร่กะหล่ำบ้างเป็นบางช่วง จอดรถลงไปชมบรรยากาศและทักทายชาวบ้านก็ได้ Feel  ดีนะ

ระหว่างทางสายนี้มีบ่อน้ำพุร้อนเทพพนม อย่าลืมแวะไปชมบรรยากาศกันนะ

40 กม. เป็นระยะทาง จากทางแยกมาถึงตังอำเภอแม่แจ่ม สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่มีข้อมูล ผมอยากแนะนำหนุ่มคนนี้ครับ คุณวี เจ้าของร้านโปสการ์ด เมืองแจ่มโปสการ์ดอัธยาศัย ดีครับ ฝีมือถ่ายภาพก็สวยงาม สังเกตได้จากงานที่ผลิตออกมาวางขายในร้าน เข้าไปแวะพูดคุยสอบถามข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวได้ครับ ถ้าเขาว่างก็จะเสนอตัวเป็นผู้นำทางที่แสนดีให้กับทุกท่าน ถึงแม้ว่าจะไม่อุดหนุนงานเขาก็ตาม ผมเปล่าได้ค่าโฆษณานะ เพียงแต่เข้าไปพูดคุยแล้วเห็นว่าเขาดีจริง ก็มาแนะนำกัน คราวหน้าไปอีกก็คงต้องแวะทักทายกันอีกครับ 

เอารูปสวยๆ ใสๆ ของแม่แจ่มมาฝากครับ ผมได้เขียนข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวบางส่วนไว้ในเวบแล้ว ตามไปดูเรื่องเมืองแม่แจ่ม ที่พักในเมืองแจ่ม ได้ตามลิงค์นะครับ   

 http://chiangmaismile.com/attraction/thai/maechaem.html
 

สะพานไม้ข้ามแม่น้ำแม่แจ่ม

งานจุลกฐิน ในเมืองแม่แจ่ม

หมอกยามเช้า ในหมู่บ้าน จะจางหายไปก็ราว 10 โมง

วิวอันสวยงามในยามกลางวัน บนเนินเขา

วิวหมู่บ้าน มีดอยอินทนนท์เป็นฉากหลัง

วิวอินทนนท์อีกรูป 

3G เป็นการสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 3  สำหรับเมืองไทยในคาบเวลานี้ เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่ เอไอเอส เปิดให้บริการ 6 พ.ค. หลังจากได้รับอนุมัติจาก กทช. ด้วยการใช้เทคโนโลยี HSPA ( High Speed Packet Access ) ที่ให้ความเร็วอินเตอร์เน็ตบนมือถือได้สูงถึง 7.2 Mbps บนคลื่นความถี่ 900 MHz GSM เดิม ดังนั้นเวลานี้ชาวเชียงใหม่ที่ใช้มือถือรุ่นที่รองรับเทคโนโลยี HSPA ก็จะคุยโทรศัพท์แบบเห็นหน้าคู่สนทนาได้ด้วยในขณะเดียวกัน ส่วนผู้ที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือ หรือใช้คอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊คร่วมกับ HSPA USB Modem ก็ไม่ต้องเสียเวลามากในการเปิดเวบหรือเช็คเมล์ อีกต่อไป ทั้งยังสามารถเปิดใช้งานไฟล์มัลติมีเดีย ได้โดยไม่กระตุก เพราะให้ความเร็วสูงสุดถึง 7.2 Mbps

วันนี้พื้นที่ให้บริการ ครอบคลุมเฉพาะในเขตเมือง คือทิศเหนือใช้ได้ถึง ศาลากลางจังหวัด ก่อนเข้าเขต อ.แม่ริม ทิศใต้มีสัญญาณถึงสี่แยกสนามบิน ก่อนเข้าเขต อ.หางดง

รูปแผนผังสัญญาณการให้บริการ

จากการทดสอบ ใช้โน็ตบุ๊คร่วมกับ HSPA USB Modem Phone one ที่ทาง 3GSM advance ทำโปรโมชั่นอยู่ตอนนี้ ทดลองต่ออินเตอร์เน็ตภายในอาคารพันธ์ทิพย์เชียงใหม่ ได้ความเร็ว 3.6 Mbps ประมาณครึ่งหนึ่งของความเร็วสูงสุด ถ้าภายนอกอาคารน่าจะได้มากกว่านี้ ได้ผลการทดลองแล้วจะแจ้งอีกทีครับ แต่ก็ถือว่าเร็วกว่าเทคโนโลยี GPRS เดิมที่ความเร็วสูงสุด 40 Kbps

 

ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนเรื่องถนนคนเดิน ที่เชียงใหม่ให้ต่อเนื่อง ปรากฏว่าต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเสียหลายวัน ทำให้ ถนนคนเดินตอนนี้ ห่างจากตอนที่ผ่านมาตั้ง 1เดือน ทีเดียว

วันนี้เอางานศิลปะมาฝากครับ  ที่นี่มีงานศิลปะมาวางขายให้ผู้ที่รักงานด้านนี้เลือกหาได้อย่างจุใจ แทบทั้งหมดจะเป็นล้านนาสไตล์ หรือไม่ก็เป็นงานศิลปะที่แทรกอยู่กับงานอื่นๆ ได้อย่างลงตัวและสวยงาม

art at Chiang Mai walking street

อย่างกลุ่มนี้เป็นงานสีบนผืนผ้าใบ เหล่าศิลปิน (ซึ่งบางคนอาจจะเรียกตัวเองว่าคนเขียนภาพ) นำผลงานของตัวเองออกมาวางขายเอง ลูกค้าที่ชื่นชอบในผลงานก็สามารถพูดคุย สอบถามเกี่ยวกับชิ้นงานนั้นๆ ได้เลย ช่างได้อารมณ์งานศิลป์ จริงๆ

ส่วนผลงานชุดนี้ สืบทอดมาจากบรรพบุรุษชาวล้านนา แต้ๆ (แต้ๆ แปลว่า จริงๆ ยืนยันว่าจริง ) เป็นอุปกรณ์เครื่องดนตรีไทย เรียกรวมๆ หลายๆ ชิ้นนั้นว่า สะล้อ ซอ ซึง (ชิ้นที่คนขายเล่นอยู่คือ ซึง) ผู้ซื้อ เมื่อตกลงกันได้แล้ว ผู้ขายมีบริการสอนการเล่นให้ตรงนั้นเลย และมีคู่มือ มี CD กลับไปหัดเล่นต่อที่บ้าน ได้บรรยากาศแบบชาวล้านนาตามไปถึงบ้านด้วยเลย

อีกรูปนี้เป็นวง สะล้อ ซอ ซึง ของผู้สูงอายุ วงนี้เล่นได้ยอดเยี่ยมมาก จะสังเกตเห็นว่าแต่ละท่านนั้นได้รับการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเล่นได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน  นักร้องหญิงนั้นเสียงดีมาก ท่านต้องไปลองยืนฟัง สดๆ ด้วยตัวเองถึงจะรับความเพราะพริ้งนั้นมาได้  ระหว่างนั้นก็หาของว่างที่ขายอยู่ใกล้เคียงรับประทานระหว่างฟังเพลงไป ก็ได้รับความอิ่มเอมไปพร้อมกันได้ ทั้งอิ่มท้อง ทั้งอิ่มใจ

สำหรับท่านที่ชอบทำบุญ หรือชอบศึกษาประวัติศาสตร์ บริเวณถนนคนเดิน หรือ ถนนราชดำเนินนี้ มีวัดอยู่หลายวัด เช่นวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดพันเตา วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ซึ่งล้วนเป็นวัดเก่าแก่ ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ 700 กว่าปีมาแล้ว ให้ท่านได้เข้าไปทำบุญและศึกษาประวัติศาสตร์ของล้านนาได้จากสิ่งก่อสร้างและศิลปะในการก่อสร้างเจดีย์ และโบสถ์ ที่ยังคงอยู่ให้เราได้กราบไหว้ และสักการะ จนถึงทุกวันนี้  สำหรับรูปข้างบนนั้นเป็นรูปถนนคนเดินที่มองเห็นวัดพระสิงห์อันสวยงามเป็นฉากหลังอยู่ ผมจะนำเอารูปวัดต่างๆในเชียงใหม่มาเขียนต่อไป ในหัวข้อวัดในเชียงใหม่ หรือท่านเข้าไปติดตามดู ในเว็บตามลิงค์นี้ครับ http://chiangmaismile.com/attraction   

ถนนคนเดิน

Aug-18-2008 By admin

เมื่อหลายวันก่อนไปเดินดูของแถวถนนคนเดิน

วันนี้ถนนคนเดินต่างจากจุดเริ่มต้นมากมาย มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น โดยขายสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่นเป็นหลัก พื้นที่วางขายสินค้าก็ขยายออกไปยังถนนข้างเคียงอีกมาก เหมาะสำหรับเดินซื้อของในยามเย็นจะได้ไม่ร้อนเนื่องจากแสงแดด และจะเหมาะมากยิ่งขึ้นถ้ามาเดินในช่วงฤดูหนาว ซึ่งก็จะเริ่มราวต้นเดือนตุลาคม ความหนาวก็เริ่มมาเยือน ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยที่ช่วงที่หนาวที่สุดอยู่ในเดือนธันวาคม อากาศเย็นสบาย เดินก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เลือกซื้อ เลือกชมสินค้าของเชียงใหม่ได้อย่างสบาย ในช่วงนั้นนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกก็จะเข้ามายังเชียงใหม่มากมายครับ

ไปเจอเสื้อยืด ที่มีหลายสีสัน และเน้นชื่อเชียงใหม่ สวยดีครับ ซื้อไปใส่เพื่อระลึกถึงวันที่ได้มาเที่ยวเชียงใหม่ก็ดีทีเดียว

เดินไปอีกสักพัก เจอพี่ 2 คนนี้ กำลังทำงานที่เขารัก สร้างหุ่นแบบไทยๆ และนำมารำโชว์ เรียกความสนใจจากชาวต่างชาติได้มากทีเดียว แม้แต่คนไทยด้วยกันเองก็เข้าไปแสดงความชื่นชมมากเช่นกัน สังเกตุดูสีหน้าและแววตาของพี่ทั้ง 2 แล้วมีความสุขมาก ที่ได้ทำงานและแสดงผลงานที่ตัวเองรัก

เรื่องเล่า ของชาวเชียงใหม่ บนถนนคนเดินนี้ มีอีกมากมาย ผมจะนำมาฝากอีกเรื่อยๆในบล็อกนี้ ใครที่ยังไม่เคยมาเดิน ผมอยากจะแนะนำให้มาลองสัมผัสสักครั้งหนึ่ง คุณจะได้กลิ่นไอ ของล้านนาจริงๆ รับรองว่าคุณต้องได้ของสวยๆ มีประโยชน์ ติดไม้ติดมือกลับไป และ….แน่นอน คุณจะต้องอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง และอีกครั้ง…..เชียงใหม่